songclassic

ดนตรีคลาสสิคในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับยุคสมัยก่อน

          ดนตรีคลาสสิคอาจถือได้ว่าเป็นผลงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งของทางฝั่งยุโรป เป็นดนตรีบริสุทธิ์ที่เน้นการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี 4 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องสาย เครื่อลมไม้ เครื่องลมทองเหลืองและเครื่องกระทบ รวมทั้งหมดให้เป็นจังหวะแต่งต่างกัน โดยมุ่งหวังเพื่อสื่ออารมณ์ในแง่มุมต่างๆ ของผู้ฟัง แต่จะให้อิสระกับผู้รับฟังในการจินตนาการอย่างเต็มที่ รับรู้ท่วงทำนองแล้วรู้สึกอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นไปแบบนั้น ไม่ได้มีการปูทางหรือโน้มน้าวให้นึกคิดไปทางไหนเหมือนกับเพลงที่มีคำร้องเช่นในปัจจุบัน

ยุคสมัยแรกๆ ของดนตรีคลาสสิค

          ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าบทเพลงในสมัยก่อนก็ไม่ได้มีจำนวนมากเท่ากับปัจจุบัน ดนตรีคลาสสิคถือว่าเป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่ที่สุดของวงการดนตรีในยุคนั้นแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงเพลงคลาสสิคได้ง่ายๆ จุดเร่ิ่มต้นจริงๆ ของดนตรีคลาสสิคจะอยู่ในวงสังคมชนชั้นสูง เช่น งานเลี้ยงเต้นรำ งานเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นต้น หรือไม่ก็จะไปเกี่ยวข้องกับพิธิีกรรมทางศาสนามากกว่า อย่างเช่นการบรรเลงเพลงคลาสสิคในโบสถ์เพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า หรือการบรรเลงเพลงประกอบในเทศกาลประจำปี เป็นต้น

          ในยุคนั้นวงดนตรีคลาสสิคมักจะเป็นวงขนาดใหญ่ที่มีเครื่องดนตรีทุกประเภทครบถ้วน แล้วก็มีเพลงประจำที่นิยมใช้เพื่อบรรเลงกันอยู่ไม่เท่าไร เพราะมีกลุ่มนักวิจารณ์ชั้นครูที่คอยคัดกรองเพลงคลาสสิคอยู่เสมอๆ หลายบทเพลงที่เราเห็นว่าเป็นเพลงระดับโลกในปัจจุบันก็เคยเป็นเพลงที่ถูกปัดตกไม่ให้มีการแสดง โทษฐานที่เป็นผลงานยอดแย่มาก่อน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ในเมื่อความสุนทรีย์ของมนุษย์ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก นั่นเป็นเพราะว่าจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่อารมณ์และความรู้สึกของผู้ฟังอย่างแท้จริง สมัยก่อนยังมีเรื่องของกรอบจารีตและความเชื่อในรูปแบบที่ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ อยู่ อะไรที่เป็นความแปลกใหม่มักจะถูกต่อต้านอยู่เสมอ ในวงการบทเพลงคลาสสิคก็เป็นเช่นเดียวกัน

ดนตรีคลาสสิคในปัจจุบัน

          ก่อนจะมาถึงวันนี้ดนตรีคลาสสิคเริ่มจางหายและถูกลดความสนใจไปช่วงหนึ่ง กลายเป็นดนตรีที่เล่นกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น นักดนตรีคลาสสิคแทบจะไม่มีงานกันเป็นทิวแถว ด้วยอิทธิพลของแนวเพลงสมัยใหม่ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า แล้วก็ฟังเข้าใจได้ชัดเจน ไม่ต้องเดาทางกันให้วุ่นวาย เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงจุดที่หลายคนคิดว่าดนตรีคลาสสิคน่าจะค่อยๆ สูญหายไปแล้ว ก็กลับมีกระแสใหม่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการปรับตัวอย่างรุนแรงในวงการดนตรีคลาสสิค

          การบรรเลงด้วยวงดนตรีขนาดใหญ่ยังคงมีอยู่ในกิจกรรมที่สำคัญๆ เช่น ละครเวที งานเทศกาลระดับชาติ เป็นต้น แต่มีการแตกแขนงออกมาเป็นวงย่อยจำนวนไม่กี่คนมหาศาล เพื่อเล่นตามแล่งชุมชนที่มีผู้คนอยู่รวมกันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นภัตตาคาร สวนสาธารณะที่เปิดให้ผู้คนมาพักผ่อนยามค่ำคืน สถานศึกษา เป็นต้น แล้วก็ยังมีการบรรเลงดนตรีคลาสสิคด้วยนักดนตรีเพียงคนเดียวมากขึ้นด้วย การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้คนทั่วไปเข้าถึงเพลงคลาสสิคได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว จากที่คิดว่ามันเป็นเพลงโบราณที่ฟังได้ยาก ก็พบว่าหลายเพลงเคยได้ยินมาจนชินหูแล้ว แค่ไม่รู้ว่ามันคือเพลงคลาสสิคเท่านั้นเอง

          นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ดนตรีคลาสสิคให้น่าสนใจมากขึ้น ด้วยการลดกรอบต่างๆ ที่เคยเป็นเกราะอันแข็งแกร่งของบทเพลงให้น้อยลง แล้วเติมความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้นเรื่อยๆ บางคนก็ปรับจังหวะใหม่ ลองบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีแบบใหม่ หรือแม้แต่เอาเพลงคลาสสิคหลายๆ เพลงมาผสมผสานกันก็มีให้เห็นอยู่บ้าง จุดที่น่าสนใจมากและน่าจะเป็นการปลุกให้เพลงคลาสสิคฟื้นคืนชีพอย่างถาวรก็คือ การเอาดนตรีคลาสสิคมารวมกับเทคนิคในการพัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนยุคใหม่ต้องการมากๆ ทั้งยังไม่ได้เป็นการกล่าวขึ้นมาลอยๆ แต่มีงานวิจัยสมัยใหม่มารองรับแนวความคิดนี้อีกด้วย จากดนตรีคลาสสิคที่มีเฉพาะในโรงละครหรือพระราชวัง ก็กระจายสู่ทุกหลังคาเรือนอย่างรวดเร็ว

เพลงเปียโนpic

แนะนำบทเพลง เปียโน ดนตรีคลาสสิก ฟังง่าย ผ่อนคลายสมอง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบทเพลงคลาสสิกโดยเฉพาะมาจากเครื่องดนตรีอย่าง “เปียโน” เป็นอะไรที่ไพเราะ ฟังง่าย และผ่อนคลายสมองเสมอ ซึ่งหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบบทเพลงเปียโนดนตรีคลาสสิก ฟังง่าย ผ่อนคลายสมอง และกำลังหาฟังอยู่ แต่เจ้ากรรมไม่รู้ว่าเพลงไหนน่าโดนบ้าง ให้เราช่วยคุณนะ เพราะบทความนี้จะมาแนะนำบทเพลงที่ว่านี้เอง จะมีเพลงไหนน่าโดน น่าฟังบ้าง อย่ามัวรอช้า ไปดูกันเลย

เพลงเปียโน ดนตรีคลาสสิกดีๆ

1. Chopin – Military Polonaise

เพลงคลาสสิคบทเพลงแรกนี้คือ Chopin Military Polonaise โดยมี เฟรเดริก ฟร็องซัว ชอแป็ง คีตกวีชาวโปแลนด์เป็นผู้แต่ง โดยบทเพลง Chopin Military Polonaise นี้เป็นบทเพลงเต้นรำในจังหวะ k ของชาวโปแลนด์ จะมีจังหวะออกรัวๆ หน่อย แต่ไม่ได้เน้นเสียงหนักเท่าไรนัก ถือเป็นผลงานชิ้นเอกของชอแป็งเลยก็ว่าได้ จะว่าไปพอฟังไปนานๆ ก็ผ่อนคลายดีเหมือนกัน

 2. Mozart – Turkish March

บทเพลงต่อมาบอกเลยว่าใครที่ได้ฟังต้องร้องอ๋อกันบ้างแหละ โดยเพลงนี้ก็คือ Turkish March หรือ เปียโนโซนาตาหมายเลข 11 ในบันไดเสียง เอ เมเจอร์ ที่ผู้แต่งจัดว่าโด่งดังมากในหมู่ดนตรีคลาสสิก ได้แก่ ว็อล์ฟกัง อมาเดอุส โมทซาร์ท ชาวออสเตรียผู้นี้นี่เอง จะเป็นเพลงที่แต่งจากจังหวะดนตรีที่นิยมขณะนั้นอย่างเพลงมาร์ชแบบตุรกีของวงดุริยางค์ทหารออตโตมันนั่นเอง ตอนนั้นได้รับความนิยมเช่นไรตอนนี้ก็ยังคงได้รับความนิยมเช่นนั้น เป็นบทเพลงเปียโนคลาสสิกตลอดกาลที่ต้องฟังเลยก็ว่าได้

3. Chopin Fantaisie – Impromptu Op.66 P. Barton, FEURICH piano

บทเพลงนี้ก็ยังคงเป็นบทเพลงคลาสสิคของเฟรเดริก ฟร็องซัว ชอแป็ง คีตกวีชาวโปแลนด์ท่านเดิม โดย Fantaisie – Impromptu แน่นอนว่าชอแป็งแต่งตามอารมณ์ ตามความคิดขณะนั้น จึงทำให้ไม่มีรูปลักษณ์จังหวะตายตัว จึงทำให้เป็นบทเพลงที่มีทั้งจังหวะรัวๆ และเนิ่บนานผสมผสานกันไป เรียกว่ามีความผ่อนหนักผ่อนเบา ไม่ยัดเยียดจังหวะจนเกินไป ซึ่งพอฟังแล้วก็รู้สึกว่าฟังได้เรื่อยๆ สบายๆ ก่อนนอนหรือเครียดๆ หาเพลงนี้ฟังไว้ก็ดีนะ

4. Beethoven – For Alice

ต่อมาคือบทเพลง Beethoven  For Alice หรือ เปียโนแบกะเทล หมายเลข 25 ในบันไดเสียง เอ เมเจอร์ ที่มี ลูทวิช ฟัน เบทโฮเฟิน เจ้าพ่อเปียโนคลาสสิคอีกคนเป็นผู้แต่ง โดยเพลงนี้จัดว่ามีชื่อเสียงโด่งดังเช่นเดียวกับหลายๆ บทเพลงเปียโนคลาสสิค วึ่งต้นฉบับตอนแรกได้หายไป แต่ก็มาถูกค้นพบได้ในเวลาต่อมา รวมถึงถูกเผยแพร่ 38 ปีให้หลัง หลังจากที่ Beethoven ได้เสียชีวิตลง ก็เกือบไม่ได้ฟังบทเพลงดีๆ บทเพลงนี้ไปเหมือนกัน โชคดีจริงๆ ที่หาต้นฉบับสุดคลาสสิคเจอ

5. Mozart – Piano concerto No.21

และเพลงสุดท้ายที่เราจะขอแนะนำก็คือ Piano concerto No.21 หรือ เปียโนคอนแชร์โตหมายเลข 21 ในบันไดเสียง ซี เมเจอร์ ที่ได้ ว็อล์ฟกัง อมาเดอุส โมทซาร์ท ชาวออสเตรียเดียวคนเดิมเป็นผู้แต่ง ซึ่งจะมีทั้งหมด 3 มูฟเมนต์ แต่ที่ได้รับความนิยมจนนำไปประกอบภาพยนตร์สวีเดนเรื่อง Elvira Madigan ได้แก่ มูฟเมนต์ที่ 2 Andanteนี้นี่เอง สำหรับใครที่ได้ฟังต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันเลยว่าช่างไพเราะ ฟังง่าย และมีสร้างความผ่อนคลายผ่านตัวโน๊ตที่ละเอียดอ่อน พริ้วไหว เรียกได้เป็นผลงานทำนองที่เพราะที่สุดของโมทสาร์ทเลย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับบทเพลงเปียโนดนตรีคลาสสิก ฟังง่าย ผ่อนคลายสมองที่เราได้มาแนะนำ คงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจ และกำลังหาฟังไม่มากก็น้อย ซึ่งทุกๆ บทเพลงจริงๆ แล้วมันมีคุณค่า มีการถ่ายทอดอารมณ์อะไรได้หลายอย่างขึ้นอยู่กับว่าผู้แต่งต้องการให้บทเพลงนั้นๆ ออกมาในรูปแบบไหนนั่นเอง ว่าแล้วก็ขอตัวไปฟังตามที่แนะนำก่อนนะ คงช่วยให้หายเครียดลงมาก

ความนิยมดนตรีของคลาสสิคร่วมสมัย

Classical musicpicc

ดนตรีคลาสสิกร่วมสมัยเป็นดนตรีคลาสสิกที่สัมพันธ์กับยุคปัจจุบัน ในตอนต้นของศตวรรษที่ 21 ในตอนต้นของศตวรรษที่ 20 นักแต่งเพลงคลาสสิคได้ทดลองใช้ระดับเสียงที่ไม่สอดคล้องกันมากขึ้น หลังจากผ่านช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 มันก็ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างมาก จนกระทั่งนักประพันธ์เพลงบางคนนำสไตล์นีโอคลาสสิกมาใช้ ซึ่งเขาพยายามที่จะเอารูปแบบที่สมดุลกลับคืนมา หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง นักแต่งเพลงสมัยใหม่พยายามที่หาเทคนิคในการแต่งเพลงรูปแบบใหม่

ในเวลาเดียวกัน นักประพันธ์เพลงบางคนก็เริ่มทำงานทดลองแปลกๆ  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็ได้นำไปสู่การกำเนิดดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ หลังจากช่วงเวลานั้น นักแต่งเพลงคนอื่นๆ ก็เริ่มสำรวจศักยภาพของเพลงที่จะนำมาใช้ในการแสดงละคร นั่นทำให้ผลงานใหม่ของดนตรีคลาสสิกร่วมสมัยยังคงถูกสร้างขึ้นมาเรื่อยๆ ในแต่ละปี “Boston Conservatory at Berklee” ยังคงจัดแสดงมากกว่า 700 ครั้ง ในแต่ละปี แม้แต่ผลงานใหม่จากนักเรียนดนตรีคลาสสิกร่วมสมัยอย่างน้อยต้องเคยผ่านการแสดงมาแล้วไม่ต่ำกว่า 150 ครั้ง

อิทธิพลของดนตรีคลาสสิคร่วมสมัยแพร่ไปทั่วยุโรปและสหรัฐเมริกา นับตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นักดนตรีที่มีชื่อเสียงมาที่สุดในยุคนั้นคือ ปีแอร์ บูแลส กับ ลุยจิ โนโน ในส่วนของนักแต่งเพลงอเมริกันก็ไม่ได้น้อยหน้า มีศิลปินชื่อดังที่สร้างผลงานระดับโลกไว้เพียบ ไม่ว่าจะเป็น มิลตัน แบบบิท (Milton Babbitt), จอห์น เคจ (John Cage), อีเลียท คารเตอร์ (Elliott Carter), เฮนลีย์ คูเวล (Henry Cowell), ฟิลิป กลาส (Philip Glass), สตีฟ สตีฟ ไรซ์ (Steve Reich) และ จอร์จ รอชเบิร์ก (George Rochberg) นักแต่งเพลงบางคนก็ถือได้ว่าเป็นผู้ที่ริเริ่มการทดลองดนตรีรูปแบบใหม่ ซึ่งเริ่มตั้งคำถามกับความคิดพื้นฐานของดนตรี ในขณะที่คนอื่นพยายามทำซ้ำแบบเดิมๆ

ความนิยมในปัจจุบัน

บุคคลสำคัญที่เป็นตัวขับเคลื่อนวงการดนตรีในสมัยก่อนนี้ยังมีชีวิตอยู่ หรือไม่ก็เพิ่งจะเสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ แม้ความเสื่อมโทรมในช่วงศตวรรษที่ 20 จะยังคงมีให้เห็นอยู่ในตอนท้ายของศตวรรษ ที่บรรดานักแต่งเพลงยังคงพัฒนาเทคนิคการเล่น และแต่งเพลงร่วมสมัยกันอยู่ตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ปีแอร์ บูแลส (Pierre Boulez), จอร์จ เบนจามิน (George Benjamin), เจคอป ดักค์แมน (Jacob Druckman), ไบรอัน เฟอร์เนโฮ (Brian Ferneyhough), โวล์ฟกัง รีห์ม (Wolfgang Rihm), ริชาร์ด เวอร์นิก (Richard Wernick), ริชาร์ด  วิลสัน(Richard Wilson) และ ราฟ เชฟลี (Ralph Shapey) นักแต่งเพลงสมัยใหม่ที่ยังคงทำงานอยู่จนถึงทุกวันนี้ ยกตัวอย่างเช่นชาวสก็อต เจมส์ แมคมิลาน (James MacMillan) นักแต่งเพลงชาวฟินแลนด์ (Erkki Salmenhaara), เฮนริก อ็อตโตเนอร์ (Henrik Otto Donner) และนักแต่งเพลงชาวอังกฤษ โจนาธาน ฮาร์วีย์ (Jonathan Harvey)

 

garage_records

ร้านซื้อแผ่นเสียง สุดคลาสสิคที่ไม่ควรพลาด

ร้านซื้อแผ่นเสียง สุดคลาสสิคที่ไม่ควรพลาด

แม้ว่าโลกของเราจะพัฒนาไปไกลมาก จนเราสามารถฟังดนตรีจากระบบสตรีม ผ่านยูทูป จนไม่ได้สนใจหันกลับไปฟังเพลงจากแผ่นซีดี แผ่นเสียง หรือ เทปคาสเซ็ตอีกแล้ว แต่เชื่อไหมว่ายังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังชื่นชอบการฟังเพลงจากแผ่นเสียงอยู่ (มีการขายเครื่อง ซ่อมเครื่องอ่านแผ่นเป็นเรื่องเป็นราว) กลุ่มคนเหล่านี้จะมีร้านขายแผ่นเสียงเฉพาะเลย ร้านเหล่านั้นอยู่ตรงไหน มีอะไรดีบ้าง เราจะมาชี้เป้า

Vinyl die hards

ร้านนี้พิกัดอยู่แถวประเวศ ร้านก่อตั้งขึ้นด้วยหนุ่มใหญ่ใจดีคนหนึ่ง ชื่อว่า เฮียปัก ท่านเป็นคนที่ชื่นชอบเสียงเพลง คร่ำหวอดอยู่ในวงการเสียงเพลงมาเนิ่นนานหลายสิบปีแต่ร้านมีอายุเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้นเอง หากเราไปเยี่ยมที่ร้านจะเจอกับเฮียปักมารอรับลูกค้าด้วยตัวเอง อย่างเป็นกันเอง จะซื้อแผ่นเสียงหรือนั่งคุยกันเรื่องเพลง เฮียก็ไม่ขัดข้อง

Recoroom

ร้านนี้พิกัดตั้งอยู่ที่ เอกมัยซอย 10 ชอบการตกแต่งร้านที่มาในสไตล์ลอฟ แบบปูนเปลือย เฟอร์นิเจอร์ไม้ ร้านนี้ที่ตั้งเคยเป็นค่ายเพลงดังอย่าง สมอลล์รูม เจ้าของร้านคือ คุณโอ ชัชวาล เค้าเป็นคนชอบเพลงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น แผ่นเสียง เทป ซีดี ท่านสะสมไว้นานมากจนผันตัวมาเป็นเจ้าของร้านเอง ร้านนี้เน้นการขายแผ่นเสียงดนตรีสไตล์เพลงบลูส์ และ เพลงแจ๊ส หากไปถูกเวลาเราอาจจะได้เห็นนักดนตรีมาเล่นสร้างบรรยากาศในร้านด้วย

Garage Records

ร้านต่อไปเอาใจวัยรุ่น คนฟังเพลงยุค 90 จนถึงช่วงต้นมิลเลนเนียม ต้องมองว่าหากใครคิดจะสะสมร้านนี้มีแน่นอน บางแผ่นเป็นนักดนตรีชื่อดังในยุคนั้น หายากมากแต่ร้านนี้หาได้ เดิมทีร้านนี้สร้างขึ้นจากอินสตราแกรมเท่านั้น ของ ทีม ณภัทร จันทวิรัช หนุ่มคนหนึ่งที่ชื่นชอบดนตรีสไตล์ป็อบของช่วงวัฒนธรรมดนตรียุค 90 เลยทำให้หาโอกาสมาสร้างร้านของตัวเองในพิกัดดังกล่าว ใครเป็นแฟนเพลงยุคดังกล่าว หรือ ชอบดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อค ไปนั่งคุยกับเค้าได้ที่ร้าน

8 Musique

ตัดมาที่ใจกลางเมือง ณ ทองหล่อ ศูนย์รวมของความทันสมัยของกรุงเทพ แต่มีร้านแผ่นเสียงร้านหนึ่งซ่อนตัวอยู่ เจ้าของร้านชื่อว่า ป๋อง ประพันธ์ อมรพิทักษ์สุข หนุ่มใหญ่ที่หลงใหลในเสียงเพลง เค้าชื่นชอบดนตรีของวง เดอะบีทเทิ่ลส์ เป็นทุนเดิม ทำให้เราจะได้เห็นภาพของวงนี้ประดับอยู่ในร้านด้วย ถัดไปจากนั้นจะเป็นรูปภาพของเหล่าศิลปินอีกมากมายเต็มไปหมด ร้านนี้ชอบอย่างหนึ่งเรื่องการเปิดเพลงในร้านบอกเลยว่าฟังเพลินกันได้ทั้งวัน แผ่นราคาไม่แพง เดินทางสะดวก ใครชื่นชอบเสียงเพลงยุคเก่าลองไปคุยกับเจ้าของร้านได้

แผ่นเสียงเพลงสากลที่น่าสนใจจากประวัติศาสตร์

แผ่นเสียง คือ วัสดุที่ใช้ในการบันทึกเสียง สร้างจากวัสดุมากมายหลายชนิด มีหลายขนาด แผ่นเสียงเป็นอุปกรณ์ที่ให้เสียงอันนุ่มลึก อีกทั้งยังมี Sample Rate ไม่จำกัด ซึ่งมีความเป็นธรรมชาติมาก

แผ่นเสียงเพลงสากลอันทรงคุณค่า

อัลบั้ม Thriller

ศิลปิน Michael Jackson

อัลบั้ม Thriller มียอดรวมทั่วโลกเกิน 50 ล้านแผ่น โดยตั้งแต่ยุคแผ่นเสียง , เทป มาจนถึง CD อันเป็นอัลบั้มที่สามารถขายได้ตลอดกาล คนรุ่นหลังที่เกิดมาหลังจากเขาเสียชีวิตไปแล้ว ก็ยังต้องหาซื้ออัลบั้มนี้ เพราะพวกเขาสามารถสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ของ Michael Jackson กับอัลบั้มถล่มโลก ทั้งในเรื่องของยอดขายและชื่อเสียง พร้อมสร้างชื่อเสียงให้กับ King Of Pop คนนี้

อัลบั้ม The Dark Side of the Moon

ศิลปิน Pink Floyd

อัลบั้มชุด 8 ของวงอันดับ 1 ในประเทศอเมริกา จนถึงขนาดทำให้หลายคนมาหลงใหลดนตรี Progressive rock อย่างบ้าคลั่ง ถึงแม้นักวิจารณ์หลายๆคน จะมองว่าอัลบั้มนี้เน้นฟังง่าย รวมทั้งหวังผลทางยอดขาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม The Dark Side of the Moon ยังเต็มไปด้วยความยิ่งใหญ่ มีมาตรฐานสูงมาก จนถึงขนาดกลายเป็นต้นแบบของดนตรีแนว Progressive rock อัลบั้มนี้ติดอันดับอยู่บน Billboard chart นานกว่า 741 สัปดาห์ เริ่มตั้งแต่ปี 1973 – 1988

อัลบั้ม The Bodyguard

ศิลปิน Whitney Houston

อัลบั้มนี้เป็นเพลงประกอบจากภาพยนตร์เรื่อง The Bodyguard ขายได้ทั่วโลกมากกว่า 45 ล้านแผ่น อีกทั้งยังเป็นอัลบั้มที่คนไทยชื่นชอบมาก สำหรับ 5 เพลงที่ Whitney Houston ร้องในอัลบั้มนี้จนกลายเป็นเพลงฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง ได้แก่ I Will Always Love You , I’m Every Woman , I Have Nothing , Run to You และ Queen of the Night เป็นต้น ได้รางวัลในหลายชาร์ต ทั้งเพลง POP , ชาร์ต R&B และชาร์ตอัลบั้ม Soundtrack

อัลบั้ม Saturday Night Fever

ศิลปิน Bee Gees

หนึ่งในศิลปินต่างชาติ ที่มีแฟนเพลงในประเทศไทยมากสุดอีกวงหนึ่ง ความยิ่งใหญ่ของพวกเขาและความสำเร็จโด่งดังไปทั่วโลก ออกมาในยุคอัลบั้ม Soundtrack ยังเน้นสกอร์เพลง ส่วนใหญ่เป็นอัลบั้มแผ่นเดียว หากแต่อัลบั้มชุดนี้เป็นอัลบั้มคู่ขายได้ราคาสูงมากกว่าอัลบั้มคู่ทั่วไป ในส่วนของภาพยนตร์ก็ได้รับประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม จากฝีมือการแสดงของ John Travolta ทางด้านอัลบั้มสามารถคว้ารางวัลแผ่นเสียงทองคำขาวถึง 16 แผ่น รวมทั้งยังติดในอันดับ 1 ชาร์ตอัลบั้มนานถึง 24 สัปดาห์ วนเวียนอยู่ในชาร์ตประมาณ 120 สัปดาห์ มีเพลงที่มีชื่อเสียงมาจนถึงทุกวันนี้อย่าง How Deep is Your Love , Stayin Alive และ Night Fever ต่างสลับคิวกันขึ้นทะยานสู่อันดับ 1 ในเวลาที่ไล่เลี่ยกัน เท่านั้นยังไม่พอเพราะมีเพลงที่พวกเขาแต่งเอง หากแต่ร้องโดยท่านอื่น เช่น More than a Woman โดย Tavares , If I Can’t Have You โดย Yvonne Elliman

แผ่นเสียงเพลงไทยที่น่าสนใจจากประวัติศาสตร์

‘แผ่นเสียง’ เกิดขึ้นมาหลังจากเครื่องเล่นถือกำเนิดขึ้นมาก่อน โดยผู้คิดค้นเครื่องเล่นเพลงชนิดนี้ ก็คือ นาย Thomas Alva Edison นักประดิษฐ์ชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของโลก เขาเป็นผู้คิดค้นเครื่องบันทึกเสียงขึ้นมาบนโลกนี้เป็นคนแรก ณ New Jersey ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2427 ในประเทศไทยตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5  เริ่มแรก ‘แผ่นเสียง’ ไม่ได้เป็นแผ่น หากแต่เป็นกระบอก ลักษณะคล้ายกับกระบอกไม้ไผ่ Thomas Alva Edison บันทึกเสียงด้วยการให้เสียงลอดผ่านลำโพงแล้วรีดเข้าไปในช่องแคบๆ ต่อมาพลังเสียงก็จะสั่นสะเทือนไปยังเข็มแหลม โดยเข็มจะขูดลงบนขี้ผึ้งแข็งซึ่งเคลือบไว้ตรงกระบอกเสียง จนก่อกำเนิดกลายเป็นร่องเสียงขรุขระไปตามแรงสั่นของเสียงนั้น กลายเป็นร่องหมุนโดยรอบกระบอกเสียง

แผ่นเสียงเพลงไทยน่าสนใจในอดีต

ศิลปิน สุนทราภรณ์

อัลบั้ม ขอให้เหมือนเดิม

ผลงานอันทรงคุณค่าของวงสุนทราภรณ์มีมากกว่า 1,000 เพลง โดยรวมทั้งยุค ‘ครูเอื้อ สุนทรสนาน’ ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากท่านเสียชีวิตไป ก็มีเพลงออกมาครบเกือบทุกแนวและทุกจังหวะ ทั้ง ไทยสากล , รำวง จวบไปจนถึงเพลงละติน เพลงฮิตอีกมากมาย แต่สำหรับ อัลบั้ม ขอให้เหมือนเดิม เป็นอัลบั้มที่ ‘ครูเอื้อ สุนทรสนาน’ เป็นผู้แต่งเนื้อ , ทำนอง รวมทั้งเป็นผู้ขับร้องเองทั้งหมด และมีทั้งเพลงอันคงกระพัน เช่น หนึ่งน้องนางเดียว , ขอให้เหมือนเดิม และ อุษาสวาท เป็นต้น แต่เพลงที่ผู้ฟังชื่นชอบมากสุด คือ บทเพลง ‘พรานทะเล’ ซึ่งครูเอื้อร้องเพลงนี้ถวายแก่พระเจ้าอยู่หัว ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2523 ก่อนครูจะเสียชีวิตลงได้ไม่นาน ซึ่งเป็นผลงานเพลงชิ้นสุดท้ายที่ครูเอื้อร้องถวายในหลวง

vintage vinyl player, retro film filtered, instagram style

ศิลปิน สุรพล สมบัติเจริญ

อัลบั้ม ของปลอม

อัลบั้มสุดคลาสสิกอมตะของผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น ราชาเพลงลูกทุ่ง คนแรกของประเทศไทย อันอัดแน่นไปด้วยเพลงฮิตมากมาย เช่น 16 ปีแห่งความหลัง , ของปลอม”, หัวใจผมว่าง , จ้างก็ไม่จอง เป็นต้น ในส่วนของดนตรีก็มีทั้งความหลากหลายทั้ง ลูกทุ่ง , ลูกกรุง , อีสาน , จีน และบลูส์ ด้วยความหลากหลายทางบทเพลงเหล่านี้ จึงทำให้เขานำไปเปรียบเทียบกับ Elvis Presley ด้วยน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขาก็ยังเป็นศิลปินคนแรกของประเทศไทย ที่สามารถแต่งเพลงได้อีกด้วย

ศิลปิน ชรินทร์ นันทนาคร

อัลบั้ม อภิมหาอมตะนิรันดร์กาล ชุดที่ 1

อีกหนึ่งศิลปินผู้เป็นตำนานแห่งวงการเพลงลูกกรุง ที่อัดแน่นไปด้วยความสามารถ จนกลายเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของนักร้องรุ่นหลังหลายต่อหลายคน โดยอัลบั้มต้นฉบับในยุคแรกหายากมาก ผู้ครอบครองต้องเป็นแฟนตัวจริง โดยมีเพลงที่รู้จักกันดี อย่าง เรือนแพ , ทาสเทวี , ไกลบ้าน , ท่าฉลอม เป็นต้น

เพลงคลาสสิคพัฒนาสมองได้อย่างไร

เพลงคลาสสิคพัฒนาสมองได้อย่างไร ดีต่อสมองได้จริงหรือไม่ ???
หลายคนคงเคยได้ยินมาว่า การที่ฟังเพลงคลาสสิคบ่อยๆ สามารถช่วยพัฒนาสมอง แต่ว่าแท้ที่จริงแล้วมันช่วยพัฒนาได้จริงหรือวันนี้เราจะมาหาคำตอบกัน
ดนตรีคลาสสิก เกิดจากการรังสังสรรค์ด้วยแบบฟอร์มอันสลับซับซ้อน และประณีตในแต่ละโน้ตเพลง ทำให้การฟังสามารถช่วยพัฒนาจิตใจ สดชื่น ปลอดโปร่ง และช่วยพัฒนาสมอง เพลงคลาสสิกนั้นมีมากมายหลายแบบ จังหวะช้าและเร็วสลับกันไป สามารถประเทืองอารมณ์ ปลดปล่อยความรู้สึกที่คั่งค้าง ช่วยพัฒนาสติปัญญา (I.Q.) ในต่างประเทศได้มีงานวิจัย ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย และมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน การทดลองสรุปได้ว่า ดนตรีคลาสสิกเหล่านี้ เมื่อมีการฟังอย่างต่อเนื่อง บ่อยๆ จนกลายเป็นกิจวัตรจะช่วยให้เรามีเชาว์ปัญญาที่มากขึ้น การจินตนาการถูกพัฒนา
นอกจากนี้ ยังมีผลการวิจัยอีกมากมายจากทั่วโลก ที่บ่งบอกว่าการฟังเพลงคลาสสิกจะช่วยในเรื่องของการเพิ่มความฉลาดของมนุษย์ ถึงแม้จะอย่างนั้นแต่มันไม่ได้ช่วยในทันที มันต้องผ่านการซึมซับไปเรื่อย ๆ เราจึงเห็นได้ว่าหลายคนนิยมให้เด็กทารกฟังเพลงคลาสสิกโดยเฉพาะเพลงของ โมสาร์ท โดยในอเมริกา มีกกฏหมายที่เด็กเกิดใหม่ทุกคนจะได้รับแจกแผ่นดิสก์เพลงโมสาร์ท และในรัฐฟลอริดาก็บังคับให้นักเรียนฟังเพลงคลาสสิกทุกวันที่ได้ไปโรงเรียน


การฟังเพลงคลาสสิกไม่เพียงแค่พัฒนาการด้านไอคิวเท่านั้น แต่ว่ายังช่วยในส่วนของการพัฒนาอีคิว เพราะว่าเพลงเหล่านี้ทำให้เกิดสภาวะจิตใจที่ปลอดโปร่ง สดชื่น แจ่มใส พัฒนาสมองในส่วนระบบลิมบิก พัฒนาอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนมากๆ
ทั้งหมดนี้มีการพิสูจน์อย่างชัดเจนแล้ว การฟังเพลงคลาสสิกช่วยเรื่องการพัฒนาได้อย่างยอดเยี่ยม แต่หลายคนติดตรงที่ไม่ค่อยชอบฟังเพลงแนวนี้ บางคนรู้สึกว่ามันเข้าใจยาก และไม่มีความเพราะเลย อย่างเช่นเราเองก็ไม่ชอบฟังเหมือนกัน 555 เพราะเรารู้สึกว่าน่ารำคาญ 555
สำหรับใครที่ไม่นิยมฟังเพลงคลาสสิกก็ไม่ต้องห่วงว่าสมองของตัวเองจะไม่ถูกพัฒนานะ เพราะว่าในชีวิตของเรามีองค์ประกอบมากมายในการเติบโต การฟังเพลงในแต่ละแนวมีส่วนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นการกำหนดชีวิตได้ว่าเราจะฉลาด หรือว่าโง่ แต่ว่าการฟังเพลงคลาสสิกจะช่วยให้เราพัฒนาง่ายมากขึ้น ได้เปรียบมากขึ้นเท่านั้นเอ
สุดท้ายแล้วชีวิตเราอยู่ที่ชอบแบบไหนมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด หากว่าเราได้ทำ ได้ฟังอย่างที่ย่อมเป็นผลดีต่อสภาพจิตใจมากทีสุด เด็กบางคนไม่ชอบฟังเพลงคลาสสิก แต่คุณพ่อ คุณแม่ ก็พยายามบังคับ และเปิดให้ฟังตลอดเวลา แบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อตัวเด็กอย่างแน่นอน

เพลงคลาสสิคที่เหมาะกับคนท้อง

มีการวิจัยกันทั่วโลกถึงการได้ยินของทารกในครรภ์และผลของเพลงที่มีต่อแม่และทารกในครรภ์ ผลสรุปส่วนใหญ่จะเห็นพ้องต้องกันว่า การฟังเพลงในขณะที่ตั้งครรภ์ส่งผลให้ทารกเมื่อคลอดออกมาจะเลี้ยงง่ายและมีไอคิวที่ดีและมีไอคิวสูงกว่า พัฒนาการทางร่างกายดีกว่าทารกที่คุณแม่ไม่ได้ฟังเพลงขณะตั้งครรภ์ การฟังเพลงจะทำให้คุณแม่เองรู้สึกผ่อนคลายมีความสุข สารเอ็นโดฟินจะหลั่งในขณะที่คุณแม่กำลังเพลิดเพลินและลูกเองก็ได้รับสารนั้นด้วย มีการวิจัยว่าเมื่อแม่ได้ร้องเพลงอะไรก็ได้สั้น ๆ ซ้ำๆ เมื่อขณะที่ตั้งครรภ์ ถึงเวลาที่ทารกคลอดออก เมื่อใดที่งอแง ให้คุณแม่ร้องเพลงกล่อมเพลงเดิมทารกจะสงบลงและรุ้สึกผ่อนคลายหายโยเย

วิธีการเปิดเพลงคลาสสิคให้ลูกน้อยในครรภ์ฟัง คุณแม่และว่าที่คุณพ่อหลาย ๆ ท่านจะเข้าใจผิดว่ายิ่งเปิดบ่อยลูกน้อยจะยิ่งผ่อนคลาย แต่ความจริงแล้วทารกในครรภ์ควรฟังเพลงคลาสสิคเพียงวันละ 10-15 นาทีต่อครั้งเท่านั้นไม่ควรมากไปกว่านี้ เพลงคลาสสิคที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลกว่าเหมาะกับคนท้องและดีต่อทารกในครรภ์ขณะที่ฟังในท้องแม่ก็คือ เพลงคลาสสิคการการประพันธ์ของ โมสาร์ท โมสาร์ทเป็นใครและเพลงของเขาดีสำหรับทารกอย่างไร

โมสาร์ท หรือ วูฟกังส์ อามาดิอุส โมสาร์ท เขาเป็นชาวออสเตรียที่ผู้คนรู้จักไปทั่วโลกว่าเป็นนักประพันธ์เพลงอัจฉริยะของโลก ในช่วงศตวรรษที่ 18 มีผลงานประพันธ์เพลงกว่า 700 เพลง เขามีความเป็นอัจฉริยะทั้งในการเล่นดนตรีและประพันธ์เพลงมาตั้งแต่วัยเด็ก โมสาร์ทสามารถถ่ายทอดความสนุกสนานร่าเริงและความสุขในวัยเด็กได้เป็นอย่างดี นั่นก็เพราะว่าในวัยเด็กเป็นช่วงชีวิตที่โมสาร์ทมีความสุขที่สุด ทำนองเพลงและตัวโน๊ตรวมถึงจังหวะต่าง ๆ จะทำให้เกิดความรู้สึกในด้านบวก สร้างสรรค์และก่อให้เกิดความสุข เป็นดนตรีที่เด็ก ๆ สามารถรับรู้ได้อย่างง่ายดายแม้จะอยู่ในครรภ์ก็ตาม อย่าลืมว่าก่อนที่เด็กเล็ก ๆ จะรู้ภาพูดคุย พวกแกเรียนรู้และรับรู้เข้าใจจากสิ่งรอบตัว ดนตรีก็เช่นกันเด็กทารกรับรู้จากอารมณ์ดนตรีได้ดี ทั้งสุขและเศร้า การฟังเพลงที่มีความสุขและทำให้ลูกน้อยในครรภ์เกิดประสบการณ์ที่ดีอย่างไม่รู้ตัวจะทำให้ทารกมีพัฒนาการที่ดี ดังนั้นเพลงคลาสสิคที่เหมาะกับทารกจึงไม่ใช่เพลงอะไรของใครก็ได้ ควรเป็นท่วงทำนองสบาย ๆ มีความสุขร่าเริง ไม่ควรเลือกเพลงคลาสสิคที่ให้อารมณ์หดหู่เศร้าหมอง หรือเร่งเร้าเกินไป

Chopin นักเปียโนที่มีชื่อเสียงในอดีต

nartist

เฟรเดริค  ฟร็องซัว  โชแปง หรือโชแปง เป็นนักเปียโน และนักแต่งเพลงชาวโปแลนด์ เกิดเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ก.พ. พ.ศ. 2353 เขาเกิดที่ประเทศโปแลนด์ พ่อโชแปง เป็นคนฝรั่งเศส ได้อพยพมาอยู่ที่บ้านเกิดของโชแปง จากนั้นพ่อของเขาก็ได้พบกับแม่ของโชแปง ที่ประเทศโปแลนด์ ทั้งคู่จึงได้ตัดสินใจอยู่ด้วยกัน แล้วก็ได้ให้กำเนิดเด็กหนุ่มที่ชื่อว่า โชแปง ขึ้นมาบนโลก

โชแปง เป็นเด็กที่มีความเป็นอัจฉริยะทางด้านดนตรีตั้งแต่เด็ก เขาสามารถที่จะเล่นเปียโนได้ตั้งแต่เขามีอายุเพียงแค่ 6 ปี ต่อมาอีก 4 ปี โชแปงมีความสามารถมากพอที่จะแต่งเพลงมาร์ชได้เอง อีก 4 ปีต่อมาพ่อของโชแปง จึงได้ตัดสินใจส่งโชแปงเข้าโรงเรียนดนตรีในกรุงวอร์ซอว์ เพื่อไปเรียนแต่งเพลง เมื่อโชแปงเข้าไปเรียนในโรงเรียนแห่งนี้เขาก็ได้รับการยอมรับจากทั้งครูผู้สอน ทั้งเพื่อนๆ ว่าเป็นคนที่มีความสามารถ หลังจากที่เขาเรียนได้ 1 ปี โชแปงก็ได้แต่งเพลงรอนโด อุทิศให้แก่ภรรยาของอาจารย์ใหญ่ ที่โรงเรียนที่เขาเรียนอยู่ ในปี พ.ศ. 2374 โชแปงมีอายุ 21 ปี เกิดเหตุการณความไม่สงบขึ้นในโปแลนด์ที่เขาอยู่ โชแปงจึงจำเป็นต้องลี้ภัยไปอยู่ที่ฝรั่งเศส ณ กรุงปารีส ชีวิตส่วนใหญ่ของโชแปงจึงอยู่ในปารีสซะส่วนใหญ่ จนกระทั่งโชแปงเสียชีวิตลงที่นี่ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2392 แต่

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าช่วงชีวิตของเขาส่วนใหญ่จะอยู่ที่ฝรั่งเศสจนกระทั่งเสียชีวิต แต่เมื่อเขาได้มีโอกาสแต่งเพลง เขามักจะแต่งเพลงที่เกี่ยวกับบ้านเกิด เมืองนอนของเขาเสมอ โดยที่น่าประทับใจคือ โชแปงได้นำดนตรีพื้นเมืองของโปแลนด์ ผสมกับดนตรีออเคสตราได้อย่างลงตัว จนกระทั่งเพลงของเขานั้นมีชื่อเสียงไปทั่ว มีผู้คนรู้จักมากมาย หลายคนจึงยกย่องให้โชแปงเป็นผู้บุกเบิกดนตรีแนวใหม่ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า ดนตรีแบบชาตินิยม หรือ Nationalism นั่นเอง

แต่จากที่ได้กล่าวมาในข้างต้น หลายคนที่กำลังอ่านอยู่อาจจะรู้สึกว่า โชแปงนั้นได้รับการยอมรับตลอดไม่ว่าจะอยู่ไหน แต่ความจริงแล้วนั้น การที่โชแปง มีความสามารถในการแต่งเพลงก็จริง แต่บางครั้งเพลงที่เขาแต่งออกมาก็ไม่ได้รับการยอมรับก็มีเช่นกัน เพลงบางเพลงของเขาก็นำออกไปตีพิมพ์แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับที่ดี เขาก็ไม่ได้รับการตอบแทน ในส่วนของการแสดงดนตรีก็ไม่ต่างกัน บางครั้งก็ได้รับการยอมรับอย่างดี บางครั้งก็ไม่ได้รับการยอมรับเท่าที่ควร แต่อย่างไรก็ตาม ความสามารถของโชแปง ก็ได้ช่วยผลักดันให้เขานั้นกลายเป็นนักดนตรีที่สามารถเล่นเปียโนได้อย่างชำนาญ และกลายเป็นไอดอลของใครหลายๆ คนในตอนนี้ และในช่วงท้ายของชีวิตของโชแปง เขานั้นป่วยอย่างหนัก จนกระทั่งเมื่อใกล้ถึงวันที่สิ้นใจ โชแปงได้ฝากฝังเอาไว้ว่า หากวันใดเขาเสียชีวิตลงไปแล้ว ในงานศพเขาให้บรรเลง เพลงรีเควียมของโมสาร์ทด้วย

ในส่วนของเพลงที่โชแปงแต่งนั้น ส่วนใหญ่จะให้ความรู้สึกโรแมนติก เขามีความสามารถที่จะนำเพลงที่มีเสียงแข็งกระด้าง มาปรับให้เป็นเพลงที่มีความนุ่มนวลได้ ผลงานของโชแปง สามารถแบ่งออกได้ดังนี้

  • เพลง Waltz 19 เพลง
  • เพลง Mazurka 31 บท
  • เพลง Prelude 24 บท
  • เพลง Polonaise 14 บท
  • เพลง Etude 27 บท
  • เพลง Nocturne 14 บท
  • เพลง Impromptu 4 บท
  • เพลง Rondo 3บท

โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค กับเส้นทางการเป็นนักออร์แกนชื่อดังของโลก

Johann-Sebastian-Bach

โยฮันน์ เป็นนักดนตรีประจำราชสำนัก ที่มีคุณพ่อของเขาเป็นนักดนตรีที่อยู่ในวงดนตรีของราชสำนักอยู่แล้ว และเขาก็ได้เลือกเดินเส้นทางนี้มาตลอดเพราะเขาอยากเก่งเหมือนคุณพ่อของเขา ซึ่งเขาได้ชอบเสียงดนตรีมาตั้งแต่ยังเล็กเพราเขาอยู่กับวงการนี้มาตั้งแต่เกิดเลยก็ว่าได้ คลุกคลีอยู่แต่เสียงเพลงและเสียงดนตรีต่างของวงประจำราชสำนัก ซึ่งวงของคุณพ่อของเขาได้เล่นอยู่ในโบสถ์เป็นหลัก จึงได้เริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่ยังเล็กจนเขาได้เป็นนักแต่งเพลงที่โด่งดังขึ้นมาได้

johann-sebastian-bachpaino

ด้วยความพยายามของตัวเองที่อยากจะเป็นที่หนึ่งมาตลลอด ได้เล่าเรียนหาความรู้เองมาตลอด เขาอาศัยดูเทคนิคต่างๆจากนักดนตรีในวงของราชสำนักเป็นหลัก และหาแนวเพลงที่ตัวเองชอบจนมาเจอกับสิ่งที่ตัวเองคิดว่า ฉันทำตำแหน่งนี้คือเหมาะสมกับฉันแล้ว ฉันควรเป็นนักแต่งเพลงให้กับวงดนตรีราชสำนักเพื่อได้นำเพลงที่ฉันแต่งออกไปเผยแพร่ให้กับคนอื่นได้ยิน โดยถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างมาก แต่ในช่วงวัยรุ่นโยฮันน์ได้มีการติดสุราเป็นอย่างหนัก และได้มีปากเสียงกับผู้คนจนได้ไปนอนในตารางเล่นกันหลายคืนเลยคะ เพื่อปรับทัศนคติให้ดีขึ้นก่อนออกมาเจอกับผู้คน แต่ความฉลาดของเขายังมีอีกหลายอย่าง และความคิดสร้างสรรค์ในการทำเพลงของเขาก็ยังมีอยู่มากมายในหัว เขาได้มีผลงานอยู่มากมายไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ไม่สามารถลบชื่อเสียงที่เขาสร้างมาได้เพราะเขาได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นนักออร์แกนระดับโลกเลยนะคะ เพราะความฉลาดและไหวพริบของเขาเป็นที่หนึ่ง คอยคิดแต่เพลงใหม่ๆขึ้นมาอยู่ตลอดไม่มีวันหยุดคิดสร้างสรรค์เลย

johann-sebastian-bachartis

เพราะแนวเพลงของเขานั้นจะแตกต่างกันออกไปหลากหลายแนว ซึ่งคุณสามารถไปหาฟังได้เลยคะจากนักร้องหรือวงดนตรีที่เขาได้เขียนเพลงให้ โดยคนอื่นมองเขาว่าเป็นเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งในสมัยยังตัวเล็ก โยไม่ได้สนใจว่าเขาจะมีความสามารถในการทำเพลงขนาดไหน เพราะความสามารถในการแต่งเพลงของเขาได้สร้างความฝันให้กับใครหลายๆคน จนเป็นที่ยอมรับของผู้ใหญ่หลายคนอย่างมาก และเขาก็ได้ถูกทั่วโลกยอมรับว่าเขาคือนักออร์แกนที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างมาก จนไปถึงรุ่นลูกหลานของเขาเลย เพราะเขาได้สร้างผลงานไว้มากมาย ไม่ว่าจะเกเรขนาดไหนแต่เขายังเดินทางกลับมาได้เช่นกัน ลองทำดูนะคะในแบบของ โยฮันน์