songclassic

ดนตรีคลาสสิคในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับยุคสมัยก่อน

          ดนตรีคลาสสิคอาจถือได้ว่าเป็นผลงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งของทางฝั่งยุโรป เป็นดนตรีบริสุทธิ์ที่เน้นการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี 4 กลุ่ม ได้แก่ เครื่องสาย เครื่อลมไม้ เครื่องลมทองเหลืองและเครื่องกระทบ รวมทั้งหมดให้เป็นจังหวะแต่งต่างกัน โดยมุ่งหวังเพื่อสื่ออารมณ์ในแง่มุมต่างๆ ของผู้ฟัง แต่จะให้อิสระกับผู้รับฟังในการจินตนาการอย่างเต็มที่ รับรู้ท่วงทำนองแล้วรู้สึกอย่างไรก็ปล่อยให้เป็นไปแบบนั้น ไม่ได้มีการปูทางหรือโน้มน้าวให้นึกคิดไปทางไหนเหมือนกับเพลงที่มีคำร้องเช่นในปัจจุบัน

ยุคสมัยแรกๆ ของดนตรีคลาสสิค

          ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าบทเพลงในสมัยก่อนก็ไม่ได้มีจำนวนมากเท่ากับปัจจุบัน ดนตรีคลาสสิคถือว่าเป็นกลุ่มก้อนที่ใหญ่ที่สุดของวงการดนตรีในยุคนั้นแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าถึงเพลงคลาสสิคได้ง่ายๆ จุดเร่ิ่มต้นจริงๆ ของดนตรีคลาสสิคจะอยู่ในวงสังคมชนชั้นสูง เช่น งานเลี้ยงเต้นรำ งานเฉลิมฉลองต่างๆ เป็นต้น หรือไม่ก็จะไปเกี่ยวข้องกับพิธิีกรรมทางศาสนามากกว่า อย่างเช่นการบรรเลงเพลงคลาสสิคในโบสถ์เพื่อสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า หรือการบรรเลงเพลงประกอบในเทศกาลประจำปี เป็นต้น

          ในยุคนั้นวงดนตรีคลาสสิคมักจะเป็นวงขนาดใหญ่ที่มีเครื่องดนตรีทุกประเภทครบถ้วน แล้วก็มีเพลงประจำที่นิยมใช้เพื่อบรรเลงกันอยู่ไม่เท่าไร เพราะมีกลุ่มนักวิจารณ์ชั้นครูที่คอยคัดกรองเพลงคลาสสิคอยู่เสมอๆ หลายบทเพลงที่เราเห็นว่าเป็นเพลงระดับโลกในปัจจุบันก็เคยเป็นเพลงที่ถูกปัดตกไม่ให้มีการแสดง โทษฐานที่เป็นผลงานยอดแย่มาก่อน ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ในเมื่อความสุนทรีย์ของมนุษย์ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนก็ไม่น่าจะแตกต่างกันมากนัก นั่นเป็นเพราะว่าจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่อารมณ์และความรู้สึกของผู้ฟังอย่างแท้จริง สมัยก่อนยังมีเรื่องของกรอบจารีตและความเชื่อในรูปแบบที่ส่งต่อกันมาเป็นทอดๆ อยู่ อะไรที่เป็นความแปลกใหม่มักจะถูกต่อต้านอยู่เสมอ ในวงการบทเพลงคลาสสิคก็เป็นเช่นเดียวกัน

ดนตรีคลาสสิคในปัจจุบัน

          ก่อนจะมาถึงวันนี้ดนตรีคลาสสิคเริ่มจางหายและถูกลดความสนใจไปช่วงหนึ่ง กลายเป็นดนตรีที่เล่นกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น นักดนตรีคลาสสิคแทบจะไม่มีงานกันเป็นทิวแถว ด้วยอิทธิพลของแนวเพลงสมัยใหม่ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า แล้วก็ฟังเข้าใจได้ชัดเจน ไม่ต้องเดาทางกันให้วุ่นวาย เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงจุดที่หลายคนคิดว่าดนตรีคลาสสิคน่าจะค่อยๆ สูญหายไปแล้ว ก็กลับมีกระแสใหม่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการปรับตัวอย่างรุนแรงในวงการดนตรีคลาสสิค

          การบรรเลงด้วยวงดนตรีขนาดใหญ่ยังคงมีอยู่ในกิจกรรมที่สำคัญๆ เช่น ละครเวที งานเทศกาลระดับชาติ เป็นต้น แต่มีการแตกแขนงออกมาเป็นวงย่อยจำนวนไม่กี่คนมหาศาล เพื่อเล่นตามแล่งชุมชนที่มีผู้คนอยู่รวมกันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นภัตตาคาร สวนสาธารณะที่เปิดให้ผู้คนมาพักผ่อนยามค่ำคืน สถานศึกษา เป็นต้น แล้วก็ยังมีการบรรเลงดนตรีคลาสสิคด้วยนักดนตรีเพียงคนเดียวมากขึ้นด้วย การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้คนทั่วไปเข้าถึงเพลงคลาสสิคได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว จากที่คิดว่ามันเป็นเพลงโบราณที่ฟังได้ยาก ก็พบว่าหลายเพลงเคยได้ยินมาจนชินหูแล้ว แค่ไม่รู้ว่ามันคือเพลงคลาสสิคเท่านั้นเอง

          นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ดนตรีคลาสสิคให้น่าสนใจมากขึ้น ด้วยการลดกรอบต่างๆ ที่เคยเป็นเกราะอันแข็งแกร่งของบทเพลงให้น้อยลง แล้วเติมความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้นเรื่อยๆ บางคนก็ปรับจังหวะใหม่ ลองบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีแบบใหม่ หรือแม้แต่เอาเพลงคลาสสิคหลายๆ เพลงมาผสมผสานกันก็มีให้เห็นอยู่บ้าง จุดที่น่าสนใจมากและน่าจะเป็นการปลุกให้เพลงคลาสสิคฟื้นคืนชีพอย่างถาวรก็คือ การเอาดนตรีคลาสสิคมารวมกับเทคนิคในการพัฒนาตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่คนยุคใหม่ต้องการมากๆ ทั้งยังไม่ได้เป็นการกล่าวขึ้นมาลอยๆ แต่มีงานวิจัยสมัยใหม่มารองรับแนวความคิดนี้อีกด้วย จากดนตรีคลาสสิคที่มีเฉพาะในโรงละครหรือพระราชวัง ก็กระจายสู่ทุกหลังคาเรือนอย่างรวดเร็ว